การสังเกตพฤติกรรมการ “ปั่น” ในสังคมออนไลน์ไทย: กรณีศึกษาเฟซบุ๊ก

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลและความสนใจกลายเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง คำว่า “ปั่น” (Engagement Farming หรือ Astroturfing) ได้แทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออนไลน์ไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก การ “ปั่น” ในที่นี้หมายถึงการสร้าง ปรับแต่ง หรือเพิ่มปริมาณการมีส่วนร่วม (เช่น การกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์) ให้กับเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งโดยมีเจตนาเฉพาะหน้า ซึ่งอาจเกิดจากทั้งบุคคลทั่วไป นักการตลาด นักกิจกรรมทางสังคม ไปจนถึงกลุ่มที่มีวาระทางการเมือง การศึกษาพฤติกรรมนี้ผ่านการสังเกตอย่างเป็นระบบบนเฟซบุ๊กเป็นเวลาหลายเดือน ช่วยให้เห็นพลวัตที่น่าสนใจหลายประการ

ประการแรก แนวโน้มและรูปแบบของการปั่นมีความหลากหลายตามวัตถุประสงค์ สำหรับธุรกิจและผู้ขายออนไลน์ การปั่นมักปรากฏในรูปแบบของการจ้างหรือแลกเปลี่ยนบริการในกลุ่มปิด (กลุ่มซื้อขายไลก์/แชร์) เพื่อให้โพสต์สินค้าดู “ร้อน” และดึงดูดความสนใจจากอัลกอริทึมและผู้ใช้จริง โพสต์ประเภท “ช่วยปั่นให้หน่อยครับพี่น้อง” หรือ “กดไลก์ใต้โพสต์นี้เพื่อรับของรางวัล” เป็นตัวอย่างที่พบเห็นบ่อย การสังเกตพบว่าคอมเมนต์ในโพสต์เหล่านี้มักสั้น กำกวม และไม่สัมพันธ์กับเนื้อหา เช่น “ดีมากครับ” “น่าสนใจ” หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์อีโมจิ ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมที่ขาดความแท้จริง

ในด้านสังคมและการเมือง การปั่นมีลักษณะที่ซับซ้อนและบางครั้งก็จัดระเบียบมากขึ้น เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนทางการเมืองหรือสังคมมักถูกปั่นโดยบอตแอคเคานต์หรือเครือข่ายผู้ใช้ที่ประสานงานกัน จากการติดตามโพสต์ที่มีประเด็นอ่อนไหว พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของจำนวนไลก์และแชร์อย่างรวดเร็วในชั่วโมงแรกๆ โดยที่โปรไฟล์ผู้มีส่วนร่วมหลายรายมีลักษณะน่าสงสัย เช่น ไม่มีรูปโปรไฟล์ มีเพื่อนน้อย มีแต่การแชร์เนื้อหาในแนวทางเดียว หรือมีชื่อที่สร้างขึ้นแบบสุ่ม คอมเมนต์มักเป็นประโยคซ้ำๆ ที่ตัดต่อมาจากข้อความหลัก (Talking Points) และมีโทนเสียงที่รุนแรงหรือปลุกระดม ซึ่งแตกต่างจากบทสนทนาธรรมดาที่มีทั้งการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ประการที่สอง อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กดูเหมือนจะเป็นตัวเร่งและให้รางวัลกับการปั่นในบางมิติ เนื้อหาที่ได้รับการมีส่วนร่วมสูงในเวลาอันสั้น (ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด) มักถูกนำไปแสดงบนฟีดข่าวและแท็บ “ข่าวเด่น” (News Feed) มากขึ้น สิ่งนี้สร้างวงจรย้อนกลับ: การปั่นเบื้องต้นดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้จริง จากนั้นอัลกอริทึมก็ส่งเสริมเนื้อหานั้นให้แพร่กระจายต่อไป ผลที่ตามมาคือ ความนิยมที่ “ถูกสร้างขึ้น” นี้สามารถกำหนดวาระสาธารณะ (Public Agenda) หรือสร้างภาพลวงตาของฉันทามติในประเด็นต่างๆ ได้

ประการที่สาม พฤติกรรมการตอบสนองของผู้ใช้ทั่วไปต่อการปั่นนั้นน่าสนใจ ผู้ใช้จำนวนมากอาจไม่ตระหนักว่าเนื้อหาที่พวกเขาเห็นถูกปั่นมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็มีผู้ใช้ที่เริ่มพัฒนาภาวะตื่นตัวทางดิจิทัล (Digital Literacy) มากขึ้น จากการสังเกตในคอมเมนต์ พบว่ามีการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของแอคเคานต์ที่มาแสดงความเห็นคล้อยตามจำนวนมาก หรือมีการชี้ให้เห็นรูปแบบการคอมเมนต์ที่ซ้ำกัน อย่างไรก็ดี การตอบโต้เหล่านี้บางครั้งก็ถูกตอบกลับด้วยการโจมตีจากแอคเคานต์อื่นๆ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปั่นเดียวกัน

นอกจากนี้ วัฒนธรรม “การช่วยเหลือ” ในสังคมไทยยังถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปั่นด้วย การขอให้ “ช่วยกดไลก์แฟนเพจให้ถึง 5,000 Like” หรือ “ช่วยแชร์เรื่องร้องเรียนให้เป็นกระแส” มักถูกตีกรอบว่าเป็นการช่วยเหลือกันในชุมชนมากกว่าการบิดเบือนข้อมูล จุดนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการสนับสนุนกันตามธรรมชาติกับการปั่นที่มีวาระซ่อนเร้นมีความคลุมเครือ

ผลกระทบจากการปั่นที่สังเกตได้ชัดเจนมีหลายด้าน ด้านเศรษฐกิจ: มันบิดเบือนการรับรู้ของลูกค้าและสร้างตลาดที่แข่งขันกันด้วยความนิยมปลอมมากกว่าคุณภาพจริง ด้านสังคมและการเมือง: มันทำให้พื้นที่สาธารณะออนไลน์เต็มไปด้วยเสียงที่ถูกขยายอย่างไม่เป็นสัดส่วน บั่นทอนการอภิปรายที่มีเหตุผล และอาจทำให้เกิดความแตกแยกหรือความเข้าใจผิดในหมู่สาธารณชน ด้านจิตวิทยาส่วนบุคคล: In the event you loved this information and you want to receive much more information concerning เพิ่มผู้ติดตาม facebook generously visit the site. ผู้ใช้ที่ตกเป็นเป้าหมายอาจรู้สึกถูกกดดันจากกระแสที่ดูเหมือนเป็นเอกฉันท์ หรือในทางกลับกัน อาจรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ไว้วางใจเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียไปเลย

สรุปได้ว่า พฤติกรรมการ “ปั่น” บนเฟซบุ๊กในสังคมไทยไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แยกส่วน แต่เป็นกระจกที่สะท้อนความซับซ้อนของยุคข้อมูลข่าวสาร มันผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี (อัลกอริทึม) เศรษฐกิจ (ความต้องการความนิยม) การเมือง (การต่อสู้วาระ narrative) และวัฒนธรรม (การช่วยเหลือแบบกลุ่ม) การปั่นในบางบริบทอาจดูเป็นเพียงเกมเล็กๆ น้อยๆ ในการตลาด แต่ในอีกบริบท มันมีพลังในการกำหนดการรับรู้และบทสนทนาของสังคม การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร (Media and Information Literacy) ในระดับกว้าง ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กเองก็มีความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนาอัลกอริทึมและเครื่องมือตรวจสอบที่ละเอียดอ่อนขึ้น เพื่อแยกแยะระหว่างการมีส่วนร่วมที่แท้จริงกับการมีส่วนร่วมที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยหวังว่าพื้นที่ออนไลน์จะสามารถเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สมบูรณ์และโปร่งใสมากขึ้นในอนาคต

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Shopping Cart

Mahjong

Price Based Country test mode enabled for testing United States (US). You should do tests on private browsing mode. Browse in private with Firefox, Chrome and Safari

Scroll to Top